"ดูดวง" น่าจะเป็นกิจกรรมยอดฮิต ติดอันดับตลอดกาลของคนไทย
ผม "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 10 ล้านคนเคยดูดวง" (เลียนแบบประโยคฮิต facebook)
เท่าที่ผมตรวจสอบจากคนรอบตัวของผม ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าของหมอดูมักจะเป็นผู้หญิง
และส่วนใหญ่ของผู้หญิงมักจะต้องการถามคำถามเกี่ยวกับ "ควาามรัก"
ร้อยละ 80-90% ของผู้หญิงที่ถามผมว่ามีหมอดูดีๆไหม
และผมลองย้อนถามกลับไปว่าจะดูเรื่องอะไรเหรอ?
คำตอบที่ได้ยินก็มักจะออกมาว่า
"อยากจะถามถึงเรื่อง เนื้อคู่ คนนี้ใช่ไหม หรือว่าจะเจอเมื่อไหร่"
เรื่องเนื้อคู่นั้น ผมเคยถามกับหมอดูที่ผมรู้จักกับเค้า
ก็จะได้รับคำตอบว่า ตามจริงแล้วการที่เราไปทำนายว่า
คนไหนคือเนื้อคู่ของใครนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างหนึ่งของการทำนายดวงชะตา
ผมเองคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะถูกแบนจากสารบบการดูดวงเช่นกัน
ผมเคยเห็นคู่รักที่รักกันมาอย่างหวานชื่น แต่ความรักเคยโดนบั่นทอน
ด้วยว่าฝ่ายหญิง หรือชาย ไปโดนทำนายทายทักว่า "ไม่ใช่เนื้อคู่กันหรอก"
รอไปโ่น่น อีกกี่ปีก็ว่ากันไปกว่าจะได้เจอเนื้อคู่
มันกลายเป็นว่า ความรักนั้นต้องพังทลายจากคำพูดของหมอดู
และอีกอย่างคือ ผมเองนั้นคิดว่า คำว่า "เนื้อคู่" มันไม่มีกฏตายตัว
ผมเคยสอบถามไปอย่างหมอดูท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบว่า
เนื้อคู่จริงๆอ่ะไม่มีหรอก มันมีแต่คู่เวรคู่กรรมที่วนมาเจอกัน
และเมื่อสอบถามไปยังอีกท่าน ก็ได้รับคำตอบคล้ายๆกัน
ว่าไม่เคยฟันธงเรื่องเนื้อคู่เลย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องกรรมมากกว่า
ซึ่งหลายๆคนก็คงคิดว่า เืนื้อคู่นั้นเป็นผลมาจากกรรมเก่า
ผมเองเคยได้อ่านจากหนังสือของ คุณดังตฤณ จำไม่ได้ว่าเล่มไหน
คุณดังตฤณเองก็เคยบอกไว้ว่า การที่คนเราจะมาเจอกันนั้น
มันมีส่วนของกรรมเก่าอยู่ด้วย และกรรมเก่านั้นจะส่งผลในช่วงแรก
เรียกว่า First Impression นั้นจะมีกรรมเก่าเป็นส่วนผสมด้วย
ว่าเราจะรู้สึกดีกับบุคคลนี้ หรือว่าเราจะรู้สึกแย่กับคนๆ นี้
แต่ส่วนสำคัญนั้นต่อจากความรู้สึกที่เจอกันในครั้งแรกแล้ว
มันจะเริ่มเป็นกรรมปัจจุบันแล้ว ต่อให้ในอดีตเป็นคู่รักหวานชื่นปานจะกลืนกิน
ทำให้ชาตินี้มาเจอกันแล้วรู้สึกถูกตาต้องใจ แต่กรรมใหม่ในปัจจุบัน
ทำไม่ดีต่อกัน ก็ไม่อาจจะทำให้มาคู่กันได้หรือมาอยู่ด้วยกันก็รักไม่ยืนยาว
หรือไม่บางที กรรมเก่าส่งผลให้เรามาเจอกันก็จริง
แต่ว่าในชาตินี้นั้น เค้าอาจจะมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนแต่งงานไปเสียแล้ว
ต่อให้เราจะรู้สึกดีอย่างไรในตอนแรกก็ควรที่จะหักห้ามใจ
ไม่ก่อกรรมทำเข็ญให้เราต้องไปรับกรรมในอนาคต
ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรหล่ะ? ปล่อยไปตามกระแสกรรม หรือกระแสดวงหรือ?
อย่างที่ผมได้บอกไปข้างต้นครับ กรรมเก่านั้นส่งผลแ่ค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
ผมเคยเจอคู่รักบางคู่นั้นรักกันมานาน และได้แต่งงานกัน
แต่ว่าในวันแต่งงานนั้นบอกว่า "ตอนแรกไม่ถูกชะตากันเลย" ก็มีครับ
กรรมปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบการณ์มาครับ
ไม่ต้องสนใจว่า เค้าจะเป็นเนื้อคู่เราหรือไหม หรือเนื้อคู่เราต้องรออีกนานเท่าใด
คนข้างๆเรานี้แหละ หากคุณคิดว่าคุณรักเค้ามาก
และต้องการที่จะอยู่คู่กันตลอดไป คุณจะต้องไปแคร์อะไรกับคำว่าเนื้อคู่
สิ่งสำคัญนั้นคือ การดูแลความรักในปัจจุบันต่างหาก
หากคุณอยากอยู่กับคนๆนี้ ก็รักษาความรักให้ดีครับ
ผมเคยเจอประโยคหนึ่งที่คิดว่าค่อนข้างจะดีมากครับ
จากที่ไหนจำไม่ได้แล้วผมต้องขออภัย
ผมเคยอ่านเจอว่า
จริงๆแล้วความรักไม่ได้ต้องทำอะไรใหญ่โตให้กันก็ได้
เพราะเรื่องใหญ่โตในชีวิตนั้นส่วนใหญ่คนเราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง
แต่การดูแลเรื่องเล็กๆน้อยๆนั้นแหละเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความรัก
การดูแลความรักให้ดีให้ยืนยาวนั้นมีหลากหลายวิธี
และตำราบนชั้นหนังสือนั้นก็มีให้อ่านมากมายก่ายกอง
แต่สิ่งสำคัญนั้นไม่ใช่การอ่านหนังสือที่วางขายตามชั้น
แต่เป็นการอ่านหนังสือที่ชื่อว่า คนรักข้างๆคุณ ต่างหาก
ดูแลความรักกันให้ดี ส่งเสริมเติมแต่งด้วยบุญบารมี
ชวนกันทำบุญ ตักบาตร ชักนำกันไปในทางที่ดี
จะทำให้มีสายใยแห่งแสงสว่างผูกมัดความรักของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน
ต่างกับสายใยแห่งความมืดมิดจากการชักชวนกันทำบาป ผิดศีล ผิดประเพณี
สายใยแห่งความมืดมิดนั้นพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
แต่สายใยแห่งแสงสว่างนั้นเหนียวแน่น และมีความสุขกว่าเยอะครับ ^^
อย่าปล่อยให้หมอดูเป็นคนกำหนดว่าคุณควรจะต้องคู่กับใคร
คุณเองนั้นแหละที่สามารถกำหนดได้ว่าตลอดชีวิตต่อไปใครจะอยู่ข้างๆคุณ
สร้างสายใยที่ดีต่อกันเพื่อผูกพันทั้งสองไว้ให้นานครับ
ขอให้มีความสุขในความรักนะครับ ^^
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ความคิด กับ เวลา
เวลา ดูจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคนเรา
มนุษย์ใช้ เวลา ในการเป็นมาตรวัดสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
เช่น ขับรถ 80 กิโลเมตร / ชั่วโมง เคี้ยวน้ำแกง 30 นาที
และยังมีเวลาที่เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลายๆอย่างในการดำเนินชีวิต
แต่วันนี้ผมอาจคงจะไม่พูดถึงเวลาในแง่นั้น
อีกแง่มุมนึงของเวลาที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือ
คนเรามักจะพูดติดปากคำว่า "ไม่มีเวลา"
วันเวลาในแต่ละวันนั้น ย่อมมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
แต่ว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "มีเวลา"
และอีกคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "ไม่มีเวลา"
เป็นเพราะว่าสิ่งที่ต้องทำมีมากอยู่แล้ว
หรือว่าจะเป็นเพราะอัจจัยนอกเหนือจากนั้น
จากการที่ผมสังเกตคนที่บอกว่าไม่มีเวลา
รวมทั้งตัวผมเองด้วยนั้น
จริงๆแล้ว เวลาในการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์
ไม่ได้เกี่ยวกับ 24 ชั่วโมงใน 1 วันใดๆทั้งสิ้นครับ
อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะงงๆ ได้
ทำไมผมถึงบอกว่า เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน
ไม่เกี่ยวกับการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์หล่ะ
ทั้งๆทุกๆสิ่ง ต้องอาศัยเวลาในการทำทั้งสิ้น
นั่นเพราะว่า จริงๆแล้ว เวลาในเชิงความคิดของมนุษย์นั้น
มนุษย์ เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองครับ
งง อีกแล้วหล่ะสิ (-_-")
มันไม่ใช่ว่าเป็นไปตาม โลกหมุน 1 วัน 24 ชั่วโมงหรอกเหรอ
นั่นเพราะว่า มนุษย์นั้นเอง เป็นคน "กำหนด"
ว่า "จะเอาเวลานั้นไปทำอะไร" ครับ
และมนุษย์นั้นก็มักจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สนใจ
และมักจะบอกว่า "ไม่มีเวลา" กับสิ่งที่ไม่สนใจ
ลองสังเกตดูนะครับ ว่าทำไม หลายๆคนถึงสามารถ
ทำงานไป และเรียนต่อ เอาปริญญามาประดับฝาบ้านได้
ทั้งๆที่ เค้าก็มีเวลาในวันๆหนึ่งเท่าๆกับคนที่ไม่ได้เรียน
คุณลองดูสิครับ เวลาที่ใครอยากให้คุณทำอะไร
แล้วคุณตอบไปว่า "คุณไม่มีเวลา"
ลองย้อนกลับมาสังเกต สิ่งต่างๆที่เราทำในชีวิตประจำวัน
และช่วงเวลาที่เราใช้ไปนั้น
จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว "เรามีเวลา" ครับ
แต่ว่าเวลาที่เราไม่ได้คิดจะมีเวลากับสิ่งที่จะทำเิ่พิ่ม
หลายๆคน นั่งเล่น facebook twitter hi5 ทั้งวัน
บางคนโทรศัทพ์ เล่นเกม ได้มากมาย
แต่กลับบอกว่า ไม่มีเวลา คุณจะเห็นว่า พวกนี้น่าหมั่นไส้ใช่มั้ยครับ
จริงๆแล้วโดยหลักใหญ่เลยคือ มนุษย์นั้น
จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจเท่านั้น
เมื่อสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่สนใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่า
ไม่อยากสร้างเวลาให้กับสิ่งๆนั้น
ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรกันดี
ลองปรับเปลี่ยนดูนะครับ
"สร้างเวลา" ตามความจำเป็น และสิ่งที่ควรทำ
แทนที่จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งต่างๆตามความพอใจ
แล้วคุณจะสามารถ ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมากมายครับ
คุณจะเริ่มมีเวลาทำงาน มีเวลาหาความรู้ใส่ตัวเองเพิ่ม
มีเวลาดูแลบ้าน และดูแลครอบครัวให้มากขึ้น
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเคยพูดไว้ได้อย่างเด็ดขาดประโยคหนึ่งครับ
ว่า "ถ้ายังมีเวลาหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับการภาวนา"
จริงๆแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้ต้องแบ่งเวลามามากมายเลยครับ
ที่ผมบอกว่าไม่ต้องแบ่งเวลานั้น ในอีกแง่หนึ่งมันคือ
การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถ แทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องเสียเวลา
เพราะว่าแท้จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นคือการคอยสังเกตความ
เป็นธรรมดา ของกาย และใจ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และควบคุมไม่ได้
จิตใจของคนเรานั้นแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายของคนเรานั้นก็ใช่ว่าจะควบคุมได้ตลอดเวลา (ลองสั่งให้ไม่ป่วยสิ ^^)
คอยย้อนมาระลึกถึงกาย ระลึกถึงใจ
อย่างที่พระท่านคอยสอนว่า มีสติรู้กาย รู้ใจตามความเป็นจริงนั่นแหละครับ
หมั่นสังเกตความรู้สึกของจิตใจที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
แล้วเมื่อเรารู้ความเคลื่อนไหวของจิตใจเราได้นั้น
เราจะสามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นอีกเยอะเลยครับ
ลองสร้างเวลาของคุณขึ้นมาให้มีคุณค่าในทุกๆวันนะครับ
แล้วเจอกันในเวลาถัดไปครับ ^^
มนุษย์ใช้ เวลา ในการเป็นมาตรวัดสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
เช่น ขับรถ 80 กิโลเมตร / ชั่วโมง เคี้ยวน้ำแกง 30 นาที
และยังมีเวลาที่เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลายๆอย่างในการดำเนินชีวิต
แต่วันนี้ผมอาจคงจะไม่พูดถึงเวลาในแง่นั้น
อีกแง่มุมนึงของเวลาที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือ
คนเรามักจะพูดติดปากคำว่า "ไม่มีเวลา"
วันเวลาในแต่ละวันนั้น ย่อมมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
แต่ว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "มีเวลา"
และอีกคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "ไม่มีเวลา"
เป็นเพราะว่าสิ่งที่ต้องทำมีมากอยู่แล้ว
หรือว่าจะเป็นเพราะอัจจัยนอกเหนือจากนั้น
จากการที่ผมสังเกตคนที่บอกว่าไม่มีเวลา
รวมทั้งตัวผมเองด้วยนั้น
จริงๆแล้ว เวลาในการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์
ไม่ได้เกี่ยวกับ 24 ชั่วโมงใน 1 วันใดๆทั้งสิ้นครับ
อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะงงๆ ได้
ทำไมผมถึงบอกว่า เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน
ไม่เกี่ยวกับการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์หล่ะ
ทั้งๆทุกๆสิ่ง ต้องอาศัยเวลาในการทำทั้งสิ้น
นั่นเพราะว่า จริงๆแล้ว เวลาในเชิงความคิดของมนุษย์นั้น
มนุษย์ เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองครับ
งง อีกแล้วหล่ะสิ (-_-")
มันไม่ใช่ว่าเป็นไปตาม โลกหมุน 1 วัน 24 ชั่วโมงหรอกเหรอ
นั่นเพราะว่า มนุษย์นั้นเอง เป็นคน "กำหนด"
ว่า "จะเอาเวลานั้นไปทำอะไร" ครับ
และมนุษย์นั้นก็มักจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สนใจ
และมักจะบอกว่า "ไม่มีเวลา" กับสิ่งที่ไม่สนใจ
ลองสังเกตดูนะครับ ว่าทำไม หลายๆคนถึงสามารถ
ทำงานไป และเรียนต่อ เอาปริญญามาประดับฝาบ้านได้
ทั้งๆที่ เค้าก็มีเวลาในวันๆหนึ่งเท่าๆกับคนที่ไม่ได้เรียน
คุณลองดูสิครับ เวลาที่ใครอยากให้คุณทำอะไร
แล้วคุณตอบไปว่า "คุณไม่มีเวลา"
ลองย้อนกลับมาสังเกต สิ่งต่างๆที่เราทำในชีวิตประจำวัน
และช่วงเวลาที่เราใช้ไปนั้น
จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว "เรามีเวลา" ครับ
แต่ว่าเวลาที่เราไม่ได้คิดจะมีเวลากับสิ่งที่จะทำเิ่พิ่ม
หลายๆคน นั่งเล่น facebook twitter hi5 ทั้งวัน
บางคนโทรศัทพ์ เล่นเกม ได้มากมาย
แต่กลับบอกว่า ไม่มีเวลา คุณจะเห็นว่า พวกนี้น่าหมั่นไส้ใช่มั้ยครับ
จริงๆแล้วโดยหลักใหญ่เลยคือ มนุษย์นั้น
จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจเท่านั้น
เมื่อสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่สนใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่า
ไม่อยากสร้างเวลาให้กับสิ่งๆนั้น
ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรกันดี
ลองปรับเปลี่ยนดูนะครับ
"สร้างเวลา" ตามความจำเป็น และสิ่งที่ควรทำ
แทนที่จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งต่างๆตามความพอใจ
แล้วคุณจะสามารถ ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมากมายครับ
คุณจะเริ่มมีเวลาทำงาน มีเวลาหาความรู้ใส่ตัวเองเพิ่ม
มีเวลาดูแลบ้าน และดูแลครอบครัวให้มากขึ้น
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเคยพูดไว้ได้อย่างเด็ดขาดประโยคหนึ่งครับ
ว่า "ถ้ายังมีเวลาหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับการภาวนา"
จริงๆแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้ต้องแบ่งเวลามามากมายเลยครับ
ที่ผมบอกว่าไม่ต้องแบ่งเวลานั้น ในอีกแง่หนึ่งมันคือ
การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถ แทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องเสียเวลา
เพราะว่าแท้จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นคือการคอยสังเกตความ
เป็นธรรมดา ของกาย และใจ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และควบคุมไม่ได้
จิตใจของคนเรานั้นแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายของคนเรานั้นก็ใช่ว่าจะควบคุมได้ตลอดเวลา (ลองสั่งให้ไม่ป่วยสิ ^^)
คอยย้อนมาระลึกถึงกาย ระลึกถึงใจ
อย่างที่พระท่านคอยสอนว่า มีสติรู้กาย รู้ใจตามความเป็นจริงนั่นแหละครับ
หมั่นสังเกตความรู้สึกของจิตใจที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
แล้วเมื่อเรารู้ความเคลื่อนไหวของจิตใจเราได้นั้น
เราจะสามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นอีกเยอะเลยครับ
ลองสร้างเวลาของคุณขึ้นมาให้มีคุณค่าในทุกๆวันนะครับ
แล้วเจอกันในเวลาถัดไปครับ ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
