วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดูดวง เนื้อคู่

"ดูดวง" น่าจะเป็นกิจกรรมยอดฮิต ติดอันดับตลอดกาลของคนไทย
ผม "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 10 ล้านคนเคยดูดวง" (เลียนแบบประโยคฮิต facebook)
เท่าที่ผมตรวจสอบจากคนรอบตัวของผม ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าของหมอดูมักจะเป็นผู้หญิง
และส่วนใหญ่ของผู้หญิงมักจะต้องการถามคำถามเกี่ยวกับ "ควาามรัก"

ร้อยละ 80-90% ของผู้หญิงที่ถามผมว่ามีหมอดูดีๆไหม
และผมลองย้อนถามกลับไปว่าจะดูเรื่องอะไรเหรอ?
คำตอบที่ได้ยินก็มักจะออกมาว่า
"อยากจะถามถึงเรื่อง เนื้อคู่ คนนี้ใช่ไหม หรือว่าจะเจอเมื่อไหร่"

เรื่องเนื้อคู่นั้น ผมเคยถามกับหมอดูที่ผมรู้จักกับเค้า
ก็จะได้รับคำตอบว่า ตามจริงแล้วการที่เราไปทำนายว่า
คนไหนคือเนื้อคู่ของใครนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างหนึ่งของการทำนายดวงชะตา

ผมเองคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะถูกแบนจากสารบบการดูดวงเช่นกัน
ผมเคยเห็นคู่รักที่รักกันมาอย่างหวานชื่น แต่ความรักเคยโดนบั่นทอน
ด้วยว่าฝ่ายหญิง หรือชาย ไปโดนทำนายทายทักว่า "ไม่ใช่เนื้อคู่กันหรอก"
รอไปโ่น่น อีกกี่ปีก็ว่ากันไปกว่าจะได้เจอเนื้อคู่
มันกลายเป็นว่า ความรักนั้นต้องพังทลายจากคำพูดของหมอดู

และอีกอย่างคือ ผมเองนั้นคิดว่า คำว่า "เนื้อคู่" มันไม่มีกฏตายตัว
ผมเคยสอบถามไปอย่างหมอดูท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบว่า
เนื้อคู่จริงๆอ่ะไม่มีหรอก มันมีแต่คู่เวรคู่กรรมที่วนมาเจอกัน
และเมื่อสอบถามไปยังอีกท่าน ก็ได้รับคำตอบคล้ายๆกัน
ว่าไม่เคยฟันธงเรื่องเนื้อคู่เลย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องกรรมมากกว่า
ซึ่งหลายๆคนก็คงคิดว่า เืนื้อคู่นั้นเป็นผลมาจากกรรมเก่า

ผมเองเคยได้อ่านจากหนังสือของ คุณดังตฤณ จำไม่ได้ว่าเล่มไหน
คุณดังตฤณเองก็เคยบอกไว้ว่า การที่คนเราจะมาเจอกันนั้น
มันมีส่วนของกรรมเก่าอยู่ด้วย และกรรมเก่านั้นจะส่งผลในช่วงแรก
เรียกว่า First Impression นั้นจะมีกรรมเก่าเป็นส่วนผสมด้วย
ว่าเราจะรู้สึกดีกับบุคคลนี้ หรือว่าเราจะรู้สึกแย่กับคนๆ นี้

แต่ส่วนสำคัญนั้นต่อจากความรู้สึกที่เจอกันในครั้งแรกแล้ว
มันจะเริ่มเป็นกรรมปัจจุบันแล้ว ต่อให้ในอดีตเป็นคู่รักหวานชื่นปานจะกลืนกิน
ทำให้ชาตินี้มาเจอกันแล้วรู้สึกถูกตาต้องใจ แต่กรรมใหม่ในปัจจุบัน
ทำไม่ดีต่อกัน ก็ไม่อาจจะทำให้มาคู่กันได้หรือมาอยู่ด้วยกันก็รักไม่ยืนยาว

หรือไม่บางที กรรมเก่าส่งผลให้เรามาเจอกันก็จริง
แต่ว่าในชาตินี้นั้น เค้าอาจจะมีคู่ครองเป็นตัวเป็นตนแต่งงานไปเสียแล้ว
ต่อให้เราจะรู้สึกดีอย่างไรในตอนแรกก็ควรที่จะหักห้ามใจ
ไม่ก่อกรรมทำเข็ญให้เราต้องไปรับกรรมในอนาคต

ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรหล่ะ? ปล่อยไปตามกระแสกรรม หรือกระแสดวงหรือ?
อย่างที่ผมได้บอกไปข้างต้นครับ กรรมเก่านั้นส่งผลแ่ค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น
ผมเคยเจอคู่รักบางคู่นั้นรักกันมานาน และได้แต่งงานกัน
แต่ว่าในวันแต่งงานนั้นบอกว่า "ตอนแรกไม่ถูกชะตากันเลย" ก็มีครับ

กรรมปัจจุบันนั้นสำคัญที่สุด นี่คือสิ่งที่ผมได้ประสบการณ์มาครับ
ไม่ต้องสนใจว่า เค้าจะเป็นเนื้อคู่เราหรือไหม หรือเนื้อคู่เราต้องรออีกนานเท่าใด
คนข้างๆเรานี้แหละ หากคุณคิดว่าคุณรักเค้ามาก
และต้องการที่จะอยู่คู่กันตลอดไป คุณจะต้องไปแคร์อะไรกับคำว่าเนื้อคู่

สิ่งสำคัญนั้นคือ การดูแลความรักในปัจจุบันต่างหาก
หากคุณอยากอยู่กับคนๆนี้ ก็รักษาความรักให้ดีครับ
ผมเคยเจอประโยคหนึ่งที่คิดว่าค่อนข้างจะดีมากครับ
จากที่ไหนจำไม่ได้แล้วผมต้องขออภัย
ผมเคยอ่านเจอว่า

จริงๆแล้วความรักไม่ได้ต้องทำอะไรใหญ่โตให้กันก็ได้
เพราะเรื่องใหญ่โตในชีวิตนั้นส่วนใหญ่คนเราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง
แต่การดูแลเรื่องเล็กๆน้อยๆนั้นแหละเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความรัก

การดูแลความรักให้ดีให้ยืนยาวนั้นมีหลากหลายวิธี
และตำราบนชั้นหนังสือนั้นก็มีให้อ่านมากมายก่ายกอง
แต่สิ่งสำคัญนั้นไม่ใช่การอ่านหนังสือที่วางขายตามชั้น
แต่เป็นการอ่านหนังสือที่ชื่อว่า คนรักข้างๆคุณ ต่างหาก

ดูแลความรักกันให้ดี ส่งเสริมเติมแต่งด้วยบุญบารมี
ชวนกันทำบุญ ตักบาตร ชักนำกันไปในทางที่ดี
จะทำให้มีสายใยแห่งแสงสว่างผูกมัดความรักของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน
ต่างกับสายใยแห่งความมืดมิดจากการชักชวนกันทำบาป ผิดศีล ผิดประเพณี
สายใยแห่งความมืดมิดนั้นพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
แต่สายใยแห่งแสงสว่างนั้นเหนียวแน่น และมีความสุขกว่าเยอะครับ ^^

อย่าปล่อยให้หมอดูเป็นคนกำหนดว่าคุณควรจะต้องคู่กับใคร
คุณเองนั้นแหละที่สามารถกำหนดได้ว่าตลอดชีวิตต่อไปใครจะอยู่ข้างๆคุณ
สร้างสายใยที่ดีต่อกันเพื่อผูกพันทั้งสองไว้ให้นานครับ

ขอให้มีความสุขในความรักนะครับ ^^

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความคิด กับ เวลา

เวลา ดูจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคนเรา
มนุษย์ใช้ เวลา ในการเป็นมาตรวัดสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
เช่น ขับรถ 80 กิโลเมตร / ชั่วโมง เคี้ยวน้ำแกง 30 นาที
และยังมีเวลาที่เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลายๆอย่างในการดำเนินชีวิต

แต่วันนี้ผมอาจคงจะไม่พูดถึงเวลาในแง่นั้น
อีกแง่มุมนึงของเวลาที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือ
คนเรามักจะพูดติดปากคำว่า "ไม่มีเวลา"

วันเวลาในแต่ละวันนั้น ย่อมมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
แต่ว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "มีเวลา"
และอีกคนๆหนึ่งถึงบอกว่า "ไม่มีเวลา"
เป็นเพราะว่าสิ่งที่ต้องทำมีมากอยู่แล้ว
หรือว่าจะเป็นเพราะอัจจัยนอกเหนือจากนั้น

จากการที่ผมสังเกตคนที่บอกว่าไม่มีเวลา
รวมทั้งตัวผมเองด้วยนั้น
จริงๆแล้ว เวลาในการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์
ไม่ได้เกี่ยวกับ 24 ชั่วโมงใน 1 วันใดๆทั้งสิ้นครับ
อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะงงๆ ได้

ทำไมผมถึงบอกว่า เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน
ไม่เกี่ยวกับการทำสิ่งต่างๆของมนุษย์หล่ะ
ทั้งๆทุกๆสิ่ง ต้องอาศัยเวลาในการทำทั้งสิ้น

นั่นเพราะว่า จริงๆแล้ว เวลาในเชิงความคิดของมนุษย์นั้น
มนุษย์ เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองครับ
งง อีกแล้วหล่ะสิ (-_-")
มันไม่ใช่ว่าเป็นไปตาม โลกหมุน 1 วัน 24 ชั่วโมงหรอกเหรอ
นั่นเพราะว่า มนุษย์นั้นเอง เป็นคน "กำหนด"
ว่า "จะเอาเวลานั้นไปทำอะไร" ครับ

และมนุษย์นั้นก็มักจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่สนใจ
และมักจะบอกว่า "ไม่มีเวลา" กับสิ่งที่ไม่สนใจ
ลองสังเกตดูนะครับ ว่าทำไม หลายๆคนถึงสามารถ
ทำงานไป และเรียนต่อ เอาปริญญามาประดับฝาบ้านได้
ทั้งๆที่ เค้าก็มีเวลาในวันๆหนึ่งเท่าๆกับคนที่ไม่ได้เรียน

คุณลองดูสิครับ เวลาที่ใครอยากให้คุณทำอะไร
แล้วคุณตอบไปว่า "คุณไม่มีเวลา"
ลองย้อนกลับมาสังเกต สิ่งต่างๆที่เราทำในชีวิตประจำวัน
และช่วงเวลาที่เราใช้ไปนั้น
จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว "เรามีเวลา" ครับ
แต่ว่าเวลาที่เราไม่ได้คิดจะมีเวลากับสิ่งที่จะทำเิ่พิ่ม

หลายๆคน นั่งเล่น facebook twitter hi5 ทั้งวัน
บางคนโทรศัทพ์ เล่นเกม ได้มากมาย
แต่กลับบอกว่า ไม่มีเวลา คุณจะเห็นว่า พวกนี้น่าหมั่นไส้ใช่มั้ยครับ

จริงๆแล้วโดยหลักใหญ่เลยคือ มนุษย์นั้น
จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจเท่านั้น
เมื่อสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่สนใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่า
ไม่อยากสร้างเวลาให้กับสิ่งๆนั้น

ทีนี้เราควรจะทำอย่างไรกันดี
ลองปรับเปลี่ยนดูนะครับ
"สร้างเวลา" ตามความจำเป็น และสิ่งที่ควรทำ
แทนที่จะ "สร้างเวลา" ให้กับสิ่งต่างๆตามความพอใจ
แล้วคุณจะสามารถ ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมากมายครับ
คุณจะเริ่มมีเวลาทำงาน มีเวลาหาความรู้ใส่ตัวเองเพิ่ม
มีเวลาดูแลบ้าน และดูแลครอบครัวให้มากขึ้น

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเคยพูดไว้ได้อย่างเด็ดขาดประโยคหนึ่งครับ
ว่า "ถ้ายังมีเวลาหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับการภาวนา"
จริงๆแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้ต้องแบ่งเวลามามากมายเลยครับ
ที่ผมบอกว่าไม่ต้องแบ่งเวลานั้น ในอีกแง่หนึ่งมันคือ
การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถ แทรกเข้าไปในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องเสียเวลา

เพราะว่าแท้จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นคือการคอยสังเกตความ
เป็นธรรมดา ของกาย และใจ ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และควบคุมไม่ได้
จิตใจของคนเรานั้นแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายของคนเรานั้นก็ใช่ว่าจะควบคุมได้ตลอดเวลา (ลองสั่งให้ไม่ป่วยสิ ^^)

คอยย้อนมาระลึกถึงกาย ระลึกถึงใจ
อย่างที่พระท่านคอยสอนว่า มีสติรู้กาย รู้ใจตามความเป็นจริงนั่นแหละครับ
หมั่นสังเกตความรู้สึกของจิตใจที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
แล้วเมื่อเรารู้ความเคลื่อนไหวของจิตใจเราได้นั้น
เราจะสามารถเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ลองสร้างเวลาของคุณขึ้นมาให้มีคุณค่าในทุกๆวันนะครับ
แล้วเจอกันในเวลาถัดไปครับ ^^

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความเหมือน ที่ แตกต่าง

คุณเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ไหมครับ


เพื่อน1 : ฉันว่าเพลงนี้เพราะดีนะ
เพื่อน2 : เหรอแต่ฉันว่ามันไม่เห็นจะเพราะตรงไหนเลย



เพื่อน1 : นายว่าดาราคนนี้สวยไหม
เพื่อน2 : ไม่อ่ะ ชอบแบบสไตล์อื่นมากกว่า อย่างงี้มันลูกครึ่งไป


ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเป็นการมอง
จากบุคคลที่แตกต่างกัน
ที่มองสิ่งๆหนึ่งที่เหมือนกัน


ผมเองเคยได้อ่านประวัติของ หลวงปู่ชา สุภัทโท
หลวงปู่เคย ชี้ให้ลูกศิษย์ดูไม้อยูท่อนหนึ่ง


ดูไม้ท่อนนี้ซิ..... สั้นหรือยาว 
สมมติว่า คุณอยากได้ไม้ที่ยาวกว่านี้..... ไม้ท่อนนี้มันก็สั้น 
แต่ถ้าคุณอยากได้ไม้สั้นกว่านี้..... ไม้ท่อนนี้มันก็ยาว 
หมายความว่า “ตัณหา” ของคุณต่างหาก 
ที่ทำให้มีสั้น มียาว มีชั่ว มีทุกข์ มีสุข ขึ้นมา



เฺห็นมั้ยครับว่าจริงๆแล้วนั้น
สิ่งที่คนทั้งหลายนั้นได้ดูนั้น
เป็นสิ่งของอย่างเดียวกันแท้ๆ


แต่ว่าแต่ละคนนั้น ใส่ความนึกคิดปรุงแต่งของตัวเอง
ชอบแบบนั้น ไม่ชอบแบบนี้ อยากได้แบบนั้น ไม่อยากได้แบบนี้
ขึ้นอยู่กับความอาร์ตตัวแม่หรืออาร์ตตัวพ่อของแต่ละบุคคลกันไป


ซึ่งบางทีนั้น การที่ไม่เห็นด้วยกับบุคคลอื่น
มันอาจจะแหย่เข้าไปโดนสิ่งที่เรียกว่า ทิฐฐิ 
หรือความเห็นของเค้าเองก็เป็นได้ครับ
แต่ถ้าหากคู่สนทนา สามารถยอมรับในความแตกต่างของความเห็น
ของแต่ละคนได้ ก็จะไม่เกิดปัญหาใดๆขึ้นมา


สิ่งที่ผมอยากจะสื่อจากความเหมือน ที่แตกต่างอีกก็คือ
คนเรานั้นจะให้ค่ากับสิ่งต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน
นั่นเพราะ สิ่งที่เราสั่งสมมานั้น ไม่เหมือนกันครับ
คนเรานั้นตัดสินสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน 
โดยพื้นฐานความประสบการณ์จากอดีต


ยกตัวอย่างให้เห็นอีกตัวอย่างหนึ่งเช่น
คนๆหนึ่งอาจจะชอบสุนัขมากเพราะเคยได้ใกล้ชิดตั้งแต่เด็ก
แต่อีกคนหนึ่งนั้นอาจจะเคยโดนสุนัขกัด
เลยกลายเป็นเกลียด และกลัวสุนัขไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้


อันนี้นับประสบการณ์สั่งสมจาิกแค่ชาติเดียวนะครับ
ยังไม่นับรวมถึงประสบการณ์ที่สั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ
มาอย่างนับไม่ถ้วน (อันนี้เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลนะครับ)


เพราะฉะนั้น เราไม่อาจจะไปกะเกณฑ์ให้คนใด 
ต้องคิดเหมือนเราได้เลย บางทีฝาแฝดถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันยังคิดต่างกันได้เลยครับ
อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลยเพราะผมเองเป็นฝาแฝด ^^ แหะๆ


แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีหล่ะ?
ถ้าหากว่าการมองที่แตกต่างนั้นเป็นความแตกต่างที่ไม่ขัดศีลธรรม
อันนั้นก็ไม่มีปัญหาครับ สามารถยอมรับในความต่างของแต่ละคนได้
เหมือนในสิ่งที่นักวิชาการเค้ากล่าวว่า "ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง"


แต่ถ้าหากว่าเป็นความเห็นที่ต่างกัน ที่ขัดศีลธรรมด้วยเช่น
ถ้าคนๆหนึ่งเห็นว่าการมีเมียน้อย โกหก เมาเหล้า เป็นสิ่งที่ปกติในสังคม
อันนี้ควรจะต้องตักเตือนกันบ้างนะครับ เพราะทุกอย่างนั้นย่อมมีขอบเขต
ของคำว่า "ผิด" และ "ถูก" ในแง่ของศีลธรรมและคุณธรรมอยู่
แต่การตักเตือนนั้น ก็ต้องให้ถูกจักหว่ะเวลา 
และไม่ทำให้ผู้พูดเสียประโยชน์ หรือเกิดการวิวาทขึ้นมาได้นะครับ


สิ่งที่ผมอยากจะสรุปให้ฟังนั้นก็คือ
คนเรานั้นอาจจะเห็นต่างกันได้เสมอ
การที่เราพยายามยัดความเป็นตัวเรา หรือทิฐฐิของเราเข้าไปในบุคคลอื่น
อย่างเช่น ทำไมเธอไม่คิดอย่างงี้หล่ะ ต้องเหมือนชั้นสิ
อันนี้อาจจะต้องดูเนื้อหาด้วยว่าที่คุณพูดนั้นมันเรียกว่า "ถูกศีลธรรม" หรือ "ถูกใจ"


และประโยคที่ใช้ค่อนข้างเยอะในการเมืองไทยในยุคนี้ครับ
"เห็นต่างได้ แต่ไม่แตกแยก"


วัตถุที่เราเห็น อาจจะเป็นเพียงสิ่งๆหนึ่ง แต่ว่าแต่ละคนอาจจะให้ค่าต่างกัน
เมื่อคุณอ่านบล๊อคของผม คุณอาจจะเห็นต่างกับเพื่อนได้
แต่สิ่งที่คุณทั้งสองอ่านจบมานั้น เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในอย่างเดียวกัน


ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบครับ ^^







วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การพูดจา เวลา และไมตรี

เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมีการสื่อสารกับผู้อื่น และในสังคมของเรา
การพูดนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของคนเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในหลายๆ โรงเรียน และหลายๆ บริษัท
มีคอร์สหลายๆ คอร์สที่อบรมเกี่ยวกับการพูด ให้เห็นอยู่เสมอๆ
โดยที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสอนเกี่ยวกับการพูดโน้มน้าวใจคน

ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ก็ทรงบัญญัติเกี่ยวกับปิยวาจาไว้เช่นกัน
และมีศีลข้อ 4 "มุสาวาทา เวรมณีสิกขา ปะทัง สมาธิยามิ" บัญญัติไว้ในศีล 5 ด้วย
ศีลข้อ 4 นั้น หลายๆคนอาจจะเข้าใจเพียงแค่ว่าเป็นการละเว้นการพูดโกหกอย่างเดียว
แต่แท้จริงแล้วการที่ศีลข้อ 4 จะด่างพร้อยนั้นครอบคลุมไปถึง
การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ การพูดเหน็บแนมผู้อื่น และการกล่าวผรุสวาจา (คำหยาบ)ด้วย

สองสังเกตในจิตใจดูนะครับ ผู้ที่ดูจิตบ่อยๆจะสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้
การพูดเพ้อเจอไร้สาระนั้น ทำให้จิตใจของเราฟุ้งซ่านเสมอๆ
การพูดเหน็บแนมและการกล่าวคำหยาบคายนั้นจะมีโทสะซ่อนอยู่
เพราะฉะนั้นการสำรวมในศีลข้อ 4 นั้นก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้จิตใจสงบครับ

การพูดความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรอย่างที่คงไม่มีใครเีถียง
แต่ในการพูดสิ่งที่เป็นความจริงนั้น อาจจะต้องมีส่วนประกอบอย่างอื่นด้วย

สิ่งที่พูดนั้นจะมีประโยชน์ต่อผู้รับหรือไม่
การที่เราจะสื่อสารอะไรนั้นย่อมมีผู้รับสารอยู่ด้วย
การที่เราพูดโดยไม่คำนึงถึงผู้รับสารว่าสิ่งที่เราพูดเหมาะสมกับเค้าหรือไม่
บางทีจะกลายเป็นการไม่ดีไปก็เป็นได้นะครับ

การพูดนั้นควรจะพูดในเวลาที่เหมาะสม
ในเวลาที่ผู้ฟังนั้นพร้อมกับการรับสิ่งที่เราจะพูดด้วยครับ
บางครั้งเราอยากจะนำเรื่องดีๆ ไปคุยกับคนอื่น
แต่ดันเจอเพื่อนตอนอารมณ์ไม่ดี
อาจจะโดนตอกหน้ากลับมาก็ได้นะครับว่าไม่มีอารมณ์ฟัง

และการที่เราจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่นนั้น
บางทีต้องดูอารมณ์เค้าด้วย ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์
กลายเป็นทะเลาะกับคนที่เราคิดจะช่วยไปด้วยอีกคน
ลองดูจังหวะเวลา และอารมณ์ของผู้ฟังว่าเป็นจังหวเวลา
ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการถ่ายทอดด้วยหรือไม่ครับ

และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้อย่างอื่นก็คือน้ำเสียงในกระพูดครับ
หากเราพูดด้วยความมีไมตรีในน้ำเสียง มีเมตตาในจิตใจแล้ว
จะทำให้การพูดนั้นของเรานั้นเป็นการสื่อสารที่น่าฟัง
ชวนให้คนที่ฟังรู้สึกเย็นใจและอบอุ่นใจได้
ทำให้คนรู้สึกว่าสิ่งที่คุณพูดชวนให้น่าฟังอย่างไม่ต้องมีเทคนิคอื่นใด

ทดสอบดูนะครับ ^^ พูดด้วยน้ำเสียงมีไมตรี จิตใจเมตตา
ในเวลาที่เหมาะสม และเน้นประโยชน์ของผู้ฟัง
และพูดทุกอย่างด้วยความสัตย์จริง
จะทำให้การพูดของคุณนั้นน่าฟัง และน่าเชื่อถือขึ้นเยอะเลยครับ ^^

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ใครกันที่หลอกลวง

คิดว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะได้ยินเรื่องราวการหลอกลวงเป็นประจำ
จากญาติพี่น้องบ้าง เพื่อนๆ บ้าง หรือว่าจากในทีวีที่มีออกข่าวแทบไม่เว้นแต่ละวัน
หลายๆคนก็สงสัยว่า ทำไมโลกนี้มันช่างดูเลวร้ายขนาดนี้
ผู้คนหลายๆคนตั้งใจจะลวงหลอกกันได้ขนาดนี้เชียวหรือ
แล้วในโลกนี้เราจะเชื่อใจใครได้บ้างหรือเปล่า?

ทีนี้ผมอยากจะบอกสิ่งนึงที่หลายๆ คนอาจจะไม่คาดฝันครับ
การที่คนเราสามารถที่จะโดนหลอกลวงจากคนอื่นได้นั้น
มันมีปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญครับ คือ
ก่อนที่เราจะโดนคนอื่นหลอกได้นั้น เราจะต้องโดนตัวเราเองหลอกก่อน

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า อ้าวเราโดนตัวเราเองหลอกได้ยังไง
สิ่งที่คอยหลอกตัวเรานั้นก็คือ กิเลสในใจเรานี่เองครับ
กิเลสจะเป็นตัวที่ัผลักดันในเราทำในสิ่งต่างๆ
แล้วมันก็ตอบแทนเราเล็กๆ น้อยๆ แต่อาจจะพวกกรรมที่ตามมาอย่างเปรียบไม่ได้

ผมลองยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆนะครับ
อย่างเช่นการพนันเลยครับ ง่ายที่สุด
ทำไมคนเราถึงอยากเล่นการพนัน
เพราะความอยากได้อยากมี เมื่อโดนกิเลสหลอกให้ไปเข้าบ่อนการพนัน
ก็จะกลายเป็น เข้าไปเป็นเหยื่อให้เจ้ามือบ่อนการพนันปล้นจนหมดเนื้อหมดตัว
ละทีนี้เราก็มาถึงจุดที่คนเราเห็นง่ายๆแล้วครับ ว่าถูกเค้าหลอกแล้ว

ยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งละกันนะครับ
ผมเคยเห็นคู่รักที่โดนแฟนหลอกเอาเงินไปเป็นแสน ถึงล้านเลยก็มี
แต่ว่าก็บอกว่า เลิกไม่ได้ ให้เพราะว่ารัก
ขอให้ลองสังเกตดูนะครับว่า มันมีกิเลสตัวนึงที่ผลักดันอยู่
คือ ราคะ นั่นเองที่ทำให้เราอยากจะไปยึดในตัวเค้า
ต้องการเค้ามาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นของเราคนเดียว
เพราะฉะนั้นคนหลายๆคนเลยกลายเป็นทุ่มให้กับความรักมากมาย
แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นว่า โดนคนรักหลอกไป

จากตัวอยากเห็นแล้วใช่ไหมหล่ะครับว่า จิงๆแล้ว
ไม่ใช่ว่าเราจะโดนคนอื่นหลอกเราก่อนเลย
เราต่างหากที่เป็นคนหลอกตัวเราเอง ด้วยกิเลสที่มีอยู่ในใจ
แล้วสุดท้ายเราก็ค่อยไปโดนคนอื่นหลอกเราซ้ำให้เสียหายอีกที

เพราะฉะนั้นก็เหมือนที่ผมเคยบอกครับ
กิเลสทั้งหลายนั้นโคจรมาเพื่อทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง
เมื่อมันโคจรมาแ้ล้วจิตใจโดนครอบงำไป จิตใจก็จะหลงทำตามกิเลส
ที่ครอบงำจิตใจเราให้ไปยึดสิ่งนั้นสิ่งนี้ ละโมบอยากได้สิ่งอื่นๆมาเป็นของตน
แล้วก็โดนคนอื่นเอาเหยื่อล่อมาให้เราโดนหลอกเรียบร้อยโรงเรียนไทย

สิ่งที่สามารถสู้กับกิเลสที่จรมาได้นั้นก็คือ
การมีสติรู้สึกตัวครับ เหมือนที่ผมเคยบอกไปในบล๊อคก่อนๆ
ว่าเราควรฝึกสติ แล้วเจริญสติบ่อยๆ
เมื่อใดที่เรามีสติ เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจขึ้นมา
ความรู้สึกนั้นก็จะไม่สามารถครอบงำจิตใจเราได้
จิตใจเราก็จะปลอดโปร่งเบิกบาน ทีนี้ ใครจะมาหลอกเราก็ไม่ได้แล้วครับ
เพราะเราได้ตัดปัจจัยแรกไปเสียแล้ว นั่นคือ "การหลอกตัวเอง"
เมื่อเหตุแรกไม่เกิด เหตุที่สองจึงไม่เกิดอีก

แรกๆอาจจะยากหน่อยนะครับ อาจจะตามทันกิเลสบ้าง ตามไม่ทันบ้าง
แต่ขอให้สู้อย่าท้อถอยครับ มีสติไปเรื่อยๆ
คอยหมั่นรู้สึกลงมาที่กายว่าทำอะไรอยู่ รู้สึกลงมาที่ใจว่ารู้สึกอะไรอยู่
ตอนแรกๆ อาจจะสังเกตได้วันละน้อยครั้ง หลงไปซะเยอะมากมาย
แต่พอไปเรื่อยๆ จิตเรามันจะเริ่มเก่งขึ้นจะสังเกตได้บ่อยขึ้นไปเรื่อยๆครับ
คนเราจะเก่งในเรื่องใดได้นั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความเพรียร สู้ๆ นะครับ  (^0^)

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

อาบน้ำกันเถอะ

ตื่นนอนอาบน้ำ ล้างหน้าล้างตาเพื่อความสดชื่น
กลับบ้านจนก่อนจะนอนก็อาบน้ำเพื่อความสะอาด
บางคนอาจจะไม่ได้อาบน้ำตอนเช้าบ้างเมื่อตื่นสาย
หรือบางคนอาจจะไม่ได้อาบน้ำตอนเย็นบ้างด้วยความอ่อนเพลีย
แต่อย่างไรก็ตามหลายๆคนก็อาบน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง ใน 1 วัน

การอาบน้ำชำระร่างกายนั้นเป็นการทำความสะอาดนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
เมื่อเรามีร่างกายก็ควรจะรักษาดูแลตามความเหมาะสม
หากปล่อยให้ร่างกายสกปรกหมักหมม
คนข้างๆอาจจะทักว่าวันนี้ เปรี้ยวมาก (แต่เป็นเหม็นเปรี้ยวนะ)

แล้วจิตใจของคนเราหล่ะ? สกปรกเป็นหรือเปล่า?
จิตใจคนเรานั้นไม่อาจจะสกปรกได้ด้วยฝุ่นละออง
ต่อให้เอาตัวไปคลุกขี้โคลนก็ไม่อาจจะเปื้อนไปถึงใจได้
แต่นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสกปรกที่ใจนั้นก็เห็นได้ยากเหมือนกัน

แล้วใจเราเปื้อนได้ด้วยอะไรหล่ะ?
พระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช ท่านได้สอนไว้ว่า
จิตนั้นมีปกติแจ่มใส แต่เศร้าหมองได้ด้วยกิเลสที่จรมา

กิเลสทั้งหลายความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น
ก็คอยทำให้ใจเราขุ่นมัว แต่ละวันเราก็เปื้อนไปเปื้อนมาไม่รู้สักกี้ครั้ง
ถ้าจิตใจมันออกโทรทัศน์ได้คงออกรายการ ชีวิตเปื้อนฝุ่น (กิเลส)

ฉะนั้นอะไรหล่ะที่สามารถชำระล้างจิตใจเราได้?
พระพุทธองค์เองก็ตรัสไว้ว่า
ละชั่ว ทำดี แล้วทำจิตใจให้บริสุทธิ์

การปฏิบัติธรรมนั้นเองที่เป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจเราให้บริสุทธิ์
การที่มีจิตใจที่รู้ทันถึงกิเลสที่จรเข้ามาวนเวียนใจจิตใจ
จะสามารถทำให้จิตใจของเราไม่ถูกกิเลสครอบงำได้

แรกๆอาจจะดูยากดูไม่ทัน จิตใจทุรนทุรายไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างที่บอกครับ มันไม่ได้เปื้อนให้เห็นๆแบบคราบดินคราบโคลน
ต้องลองสังเกตบ่อยๆ เมื่อมีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้นในจิตใจ
ให้มีสติรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น
ว่าขณะนั้นจิตใจเราเป็นอย่างไร กำลังโลภ กำลังโกรธ หรือกำลังหลง
หากสังเกตเห็นได้ ความรู้สึกนั้นๆจะไม่ครอบงำจิตใจให้มัวหมองครับ

จิตใจเราก็จะได้รับการอาบน้ำขัดถูไปเรื่อยๆ
แรกๆอาจจะเห็นไม่ชัด หรืออาจจะไม่ปลอดโปร่งมาก
อย่าเพิ่งเสียใจ หรือขัดใจไปครับ
ลองสังเกตเรื่อยๆแล้วมันจะเริ่มชัดขึ้น อย่ารีบร้อน
แล้วจิตใจเราก็จะปลอดโปร่งมากขึ้น

อย่าลืมนะครับร่างกายเรายังต้องการการอาบน้ำเพื่อให้ดูสะอาดน่าคบหา
จิตใจเราเองเหมือนกัน เมื่อจิตใจสะอาด เบิกบาน
ก็ย่อมชวนให้คนรู้สึกสบายและอยากจะเข้าใกล้เรา

อาบน้ำให้จิตใจกันนะครับ (^0^)
ปล.อาบน้ำแบบนี้ไม่เสียกะตังค์ด้วยนะ จะบอกให้



วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

สีเสื้อ ของฉัน และของเธอ

การแบ่งแยกสังคมในประเทศไทยตอนนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะเข้มข้นมากๆ
บางทีเพียงแค่อ้าปากพูดอะไรที่เกี่ยวเนื่องเฉียดๆไปทางการเมือง
ก็จะเจอคำถามทันทีว่า "สี อะไร"

ตัวผมเองก็เจอกับคำถามประมาณนี้บ่อย
และผมเห็นคนหลายๆคนออกมาประกาศตัวเป็นสีนั้นสีนี้
เท่าที่ผมเห็นตอนนี้สีที่เอี่ยวกับการเมืองในประเทศไทยนั้น
ใช้ครบทุกสีของ Power Ranger ยอดนิยมสมัยผมเด็กๆไปแล้ว
(บ่งบอกอายุไปหรือเปล่า ฮ่าๆ)
แดง เหลือง น้ำเงิน ชมพู ดำ ต่างโดนจับจองเป็นฝ่ายต่างๆ
คาดว่าถ้ายาวนานไปสัก 10 ปีคงต้องเอาตารางสี RGB มานั่งวัดกัน

แต่ยังมีอีกหลายๆคนที่ประกาศเจตนารมย์ว่าตนนั้นไม่เปื้อนสีใดๆแน่นอน
และอีกหลายๆคนที่บอกว่าไม่รู้จะหาที่ลงว่าตัวเองนั้นควรจะอยู่สีอะไร
วันก่อนผมอ่านเจอประโยคนึงใน twitter ว่า มีเสื้อตัวนึงที่น่าจะขายดี
คือเสื้อที่เป็นพื้นสีขาว สกรีนคำว่า "เสื้อตัวนี้...สีเดียวกับมึง"
เป็นอะไรที่ผมว่าโดนใจคนหลายๆคนในสถานการณ์เช่นนี้มาก

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นในสิ่งเหล่านี้ก็คือ
การแบ่งแยกเรา เขา ฝ่ายเรา ฝ่ายเขา อย่างชัดเจน
มนุษย์เรานั้นสิ่งที่เรารักและยึดถือมากที่สุดคือตัวเรา
เพราะจิตใจของเรามันไม่รู้ว่า การที่ยึดถือตัวตนนั้นเป็นทุกข์

เมื่อเกิดตัวตนขึ้นมาว่า นี่ตัวฉัน ก็จะมีการแบ่งแยกตัวฉันของจากตัวเขา
และเมื่อมีการรวมกัน ก็จะมีการแบ่งแยกพวกฉัน และพวกเธอ
แล้วสิ่งต่างๆก็จะเริ่มตามมา ดีกันบ้าง หรือขัดกันบ้างอยู่ร่ำไป

แต่หากเราสามารถกระจายความเป็นหนึ่งเดียวกันออกไปได้
มีความเมตตาต่อความต่างและความเหมือนได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มจาก เพื่อเรา คนที่โรงเรียนเดียวกัน คนที่ทำงานเดียวกัน
คนที่อยู่บ้านเมืองเดียวกัน คนไทยด้วยกัน คนที่ร่วมโลกด้วยกัน
หากเราสามารถมองความเหมือนที่มีอยู่ในตัวทุกๆคน
และสามารถมองให้เห็นได้ว่า ก็เป็น มนุษย์ทุกคนเหมือนๆกัน

มนุษย์นั้นเหมือนจะเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดแต่กลับอ่อนแอต่อกิเลสตนเองเหลือเกิน
มนุษย์ทั่วๆไปบนโลกทุกๆคน ถูกพลักดันด้วยกิเลส ตัณหา
ทุกๆคนมีสิทธิ์จะพลาดพลั้ง และทุกๆคนย่อมต้องการ การให้อภัยในสักวันนึง

ในวันนี้คำพูดที่สนับสนุนให้เมตตาต่อฝั่งตรงข้าม
อาจจะดูเป็นคำสะอิดสะเอียนต่อใครหลายๆคน
แต่ขอให้เชื่อเถอะครับ คนเรามีสิทธิ์พลาดกันได้ทุกๆคน
แค่แต่ละครั้งเราจะฟลุคไปอยู่ฝ่ายที่ถูกหรือฝ่ายที่ผิด ตามกิเลสพลักดัน

ไม่มีใครที่อยากจะเป็นฝ่ายผิด
และไม่มีใครที่ถูกต้องเสมอไป
ขอให้เห็นใจกันและกัน แล้วมิตรของคุณจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ (^^)

ขอให้มีความสุขจากการป้ายสี "เมตตา" ให้คนอื่นกันนะครับ